หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บจ.ทุบสถิติจ่ายปันผลฯแตะแสนลบ.  (อ่าน 12222 ครั้ง)
Dr.Pracha Tansaenee
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 561


t_pracha@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 09 กันยายน 2011, 09:09:34 AM »

บจ. 126 แห่ง ใน ตลท.- mai สุดเจ๋ง 6 เดือนแรกสร้างสถิติใหม่ ควักกระเป๋าจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ผถห.สูงสุด 110,050 ลบ. เป็นครั้งแรก โดย 5 อันดับแรกประกอบด้วย PTT-ADVANC-INTUCH-PTTEP-SCC และฝั่ง mai ประกอบด้วย KIAT-SALEE-TRT-UEC-DM ฟากวงการหุ้นระบุ INTUCH เนื้อหอม หลังเพิ่ม Free Float แถมจ่ายปันผลสูงสุดในกลุ่ม ส่วนผู้บริหารยังมั่นใจผลงานปีนี้สุดบรรเจิด

***บจ.ใน ตลท.- mai จ่ายปันผลระหว่างกาลแตะแสนลบ.

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าจากยอดขายและกำไรสุทธิของ บริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ ที่เติบโตอย่างโดดเด่น ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้ง 2 ไตรมาส ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่จ่ายเงินปันผลและมูลค่าการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกของปี สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศจ่ายเงินปันผลแล้ว 126 แห่ง มูลค่ารวม 110,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงถึงระดับแสนล้านบาท โดยหากพิจารณาสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่ามูลค่าการจ่ายเงินปันผลเติบโตขึ้นกว่า 14 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2545 ซึ่งมีมูลค่ารวม 7,604 ล้านบาท และจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จาก 40 แห่งในปี 2545 ซึ่งเป็นการยืนยันได้อย่างดีถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย ขณะเดียวกันจากข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนรายงานตลาดหลักทรัพย์ ฯ ณ 2 ก.ย. 2554 พบว่า บริษัทจดทะเบียนจำนวน 126 แห่ง ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) เป็นบริษัทใน SET จำนวน 107 แห่ง มูลค่าเงินปันผลรวม 109,577 ล้านบาท และบริษัทใน mai จำนวน 19 แห่ง มูลค่าเงินปันผลรวม 473 ล้านบาท โดยรวมคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ของงวดครึ่งปีที่ 37.84%

*** ตลท. เผย PTT-ADVANC-INTUCH-PTTEP-SCC จ่ายปันผลสูงสุด

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าบริษัทจดทะเบียนใน SET ที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บมจ. ปตท. (PTT) ,บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC),บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH),บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยเงินปันผลของทั้ง 5 บริษัทมีมูลค่ารวมมี 54,911 ล้านบาท หรือ 50.11% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมดใน SET ส่วนบริษัทใน mai ที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บมจ. เกียรติธนาขนส่ง (KIAT),บมจ. สาลี่อุตสาหกรรม (SALEE),บมจ. ถิรไทย (TRT) ,บมจ. ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) และ บมจ. ธนมิตร แฟคตอริ่ง (DM) โดยมีมูลค่าเงินปันผลรวม 221 ล้านบาทหรือ 46.74% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมดใน mai สำหรับหมวดธุรกิจที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดธุรกิจธนาคาร หมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และหมวดธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มูลค่าเงินปันผลรวม 90,432 ล้านบาท หรือ 82.17% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมด

*** mai แนะหาจังหวะช้อนหุ้นปันผลดี

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าแนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นบริษัทที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลในระดับที่ดี ส่วนปีที่แล้วมีบริษัทที่จ่ายเงินปันผลงวดดังกล่าวประมาณ 100 บริษัท ดังนั้นให้นักลงทุนเลือกเข้าไปลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตหรือหุ้นปันผลดี

*** บล.กิมเอ็ง แนะเก็บหุ้น PTT รับปันผล

บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าแนะนำนักลงทุนสะสมหุ้นของ PTT เพราะคาดว่า PTT มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผล 1H54 สูงถึง หุ้นละ 6.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 1.8% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 5.00 บาท หลังรายงานกำไร 2Q54 เพิ่มขึ้น 91.1% yoy เป็น 32,528 ล้านบาท ดีกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ราว 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเชื่อว่า PTT เป็นหุ้นหลักที่เป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ขณะเดียวกัน PTT ยังมีการเติบโตของกำไรต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2554 จะขยายตัว 27.4% yoy เป็น 93,236 ล้านบาท และ ต่อเนื่องอีก 17.5% yoy ในปี 2555 เป็น 109,506 ล้านบาท รวมทั้งยังซื้อขายที่ PER ปี 2554 เพียง 9.6 เท่า และ PER 2555 จะลดลงเหลือ 8.4 เท่า ยังต่ำกว่า PER ของ SET Index ที่ราว 12 เท่า

*** บล.กิมเอ็ง ชี้ INTUCH จ่ายปันผลสูงสุดในกลุ่ม

บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นของ INTUCH โดยคาดเงินปันผล 1H54 จะอยู่ที่หุ้นละ 1.53 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.7% เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 1H54 สูงที่สุดในหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในประมาณการของ KELIVE และคาดเงินปันผลทั้งปีหุ้นละ 3.08 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5% เป็นตัวเลือกที่ดีในการพักเงินช่วงตลาดปรับฐาน จึงแนะนำซื้อเก็งกำไร

*** บล.เอเซีย พลัส ระบุ INTUCH เนื้อหอมหลังเพิ่ม Free Float

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าปัญหาขาดสภาพคล่องของหุ้น INTUCH ถูกแก้ไข โดยมี Free Float เพิ่มเป็น 11.9% คาดว่าสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของ INTUCH นับจากนี้จะมีแนวโน้มดีขึ้น (Free float) ทั้งนี้เป็นผลจากที่ บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ INTUCH สัดส่วน 54.43% ของทุนเรียกชำระแล้ว 3,026.42 ล้านบาท (ราคาพาร์ 1 บาท) ได้กระจายหุ้น/ขายหุ้นราว 253.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.9% ของทุนเรียกชำระ ให้กับนักลงทุนรายย่อย (ทั้งไทยและ ต่างประเทศ) และแม้ว่า ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ยังคงสิทธิ์ความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ได้ส่งผลให้ Free Float ของหุ้น INTUCH ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม 3.9% เป็น 11.9% ซึ่งทำให้ข้อจำกัดในเรื่องปัญหาหุ้นขาดสภาพคล่อง ดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีตถูกกำจัดไปบ้างบางส่วน แม้สภาพคล่องของหุ้น INTUCH ล่าสุดจะยังต่ำกว่าในอดีต ซึ่งเคยมี Free Float สูงกว่า 42% ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างการหุ้นของกลุ่ม INTUCH ก็ตาม โดยสรุปประเด็นนี้น่าจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้เกิดความต้องการซื้อขายของนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งที่เป็นสถาบันในประเทศ และต่างประเทศ

ขณะเดียวกันผลกำไรของ INTUCH ในแต่ละปีจะเป็นการบันทึกผลกำไรจาก ADVANC คิดเป็น ราว 108.9%ของกำไรสุทธิในปี 2553 และ 109.6% ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2554 และ ส่วนที่เหลือเป็นการบันทึกผลการดำเนินจาก บริษัทย่อย และบริษัทร่วมอื่น ๆ ได้แก่ THCOM และ ITV ที่ยังมีผลขาดทุนและเป็นที่สังเกตว่าในอดีต INTUCH จะจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 100% ของกำไรสุทธิ ใกล้เคียงกับอัตราการจ่ายเงินปันผลของ ADVANC แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมาราคาหุ้นของ INTUCH มีเคลื่อนไหวน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบราคาหุ้น ADVANC เพราะขาดสภาพคล่อง ทำให้ฝ่ายวิจัยกำหนดมูลค่าพื้นฐานของ INTUCH โดยคำนวณด้วยวิธี Sum of the part อิง NAV จาก Fair Value ของ ADVANC ที่ 143.50 บาท และ THCOM ที่ 10.80 บาท แต่กำหนดให้มีส่วนลด 25% จาก Free Float ที่ต่ำมาก เป็นผลห้ผลตอบแทนเงินปันผลของ INTUCH สูงถึง 8.4% เทียบกับ 7.2% ของ ADVANC และหากพิจารณา Valuation ของ INTUCH พบว่ามีค่า PER ปี 2554 - 2555 ที่ 12.1 เท่า และ 10.5 เท่าตามลำดับ และมี PBV 4.1 เท่า และ 4.2 เท่า นับว่าต่ำกว่าหุ้น ADVANC ที่มี PER ราว 14 เท่า และ12.3 เท่า ขณะที่มี PBV ราว 8.1 และ 7.7 เท่า ตามลำดับ

นอกจากนี้หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของ INTUCH และ ADVANC ในอดีตคือ ตั้งแต่ปี 2544-ปัจจุบัน พบว่า ราคา ADVANC จะสูงกว่าราคา INTUCH โดยคำนวณจากอัตราส่วนราคาของADVANC/ITUCH จะอยู่ที่ 2-3 เท่า ในปี 2544-2548 แต่นับจากปี 2549 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอัตราส่วนราคาหุ้น ADVANC ต่อ INTUCH เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3-5 เท่า จากผลกระทบของ Free Float ที่ลดลง และจากผลกระทบของ ITV ซึ่งบริษัทลูกของ INTUCH ถูกภาครัฐยึด และผลกระทบจาก THCOM ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ INTOUCH ประสบขาดทุนต่อเนื่อง ดังนั้นนับจากนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าอัตราส่วนราคา ADVANC ต่อ INTUCH น่ามีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จากการเพิ่ม Free Float ในตลาดครั้งนี้ และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต รวมทั้งจากผลประกอบการของบริษัทลูกของ INTUCH ที่คาดจะเริ่มพลิกเป็นมีกำไรตั้งแต่งวด 2H54 เป็นต้น ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า อัตราส่วนของราคา ADVANC ต่อ INTUCH น่าจะอยู่ในกรอบ 2.5-3 เท่านั้น หมายความว่าราคาหุ้น INTUCH น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 38.20 - 45.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งยังมี Upside จากราคาตลาดราว 1%-21% และประเด็นนี้ทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มสื่อสารปรับเพิ่ม Fair Value ของ INTUCH จากเดิมที่กำหนดส่วนลดไว้ที่ 25% ได้ Fair Value 43.60 บาท Upside 15.5% โดยกำหนดส่วนลดเหลือเพียง 15% จะได้ Fair Value ที่ 49.50 บาท มี upside 31.1%

***PTT มั่นใจ Q3/54 ยอดขายยังดีตามดีมานด์พลังงานที่พุ่ง

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2554 ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยอดขายยังสามารถเติบโตได้ในทิศทางที่ดี ทั้งด้านธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น แม้จะมีความกังวลจากผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้พลังงานให้ลดลง แต่บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากตลาดหลักในเอเชียยังมีความต้องการใช้และมีการเติบโตในระดับที่ดี

*** PTTEP หั่นเป้าปริมาณขายปีนี้ลงเหลือ 2.69 แสนบาร์เรล/วัน

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการปรับลดเป้าปริมาณการขายเฉลี่ยในปีนี้มาอยู่ที่ประมาณ 2.69 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ที่ 2.73 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามปริมาณการขายที่ลดลง หลังจากที่ต้องมีการเลื่อนการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งมอนทาราในออสเตรเลียไปเป็นไตรมาส 3 ปีหน้า หรือในช่วงเดือนมีนาคม โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน จากแผนเดิมซึ่งจะมีการผลิตในช่วงเดือนธันวาคมนี้

*** INTUCH คาดรายได้รวมปีนี้โตมากกว่าปีก่อน

นางสาวทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) กล่าวว่า คาดว่ารายได้รวมของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตมากกว่าปีก่อน หลังจากที่แนวโน้มธุรกิจของบริษัทลูกในครึ่งปีหลังยังดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ADVANC ที่ได้มีการปรับเพิ่มรายได้บริการ (ที่ไม่รวม IC)ปีนี้ เพิ่มขึ้นมาจากเดิม 4% มาอยู่เป็นเลขหลักเดียวในช่วงปลาย ส่วน THCOM แบนด์วิธน่าจะเพิ่มขึ้นได้และมีการใช้บริการมากขึ้นในมาเลเซียในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับ ADVANC แม้จะยังไม่ได้ดำเนิน 3G บนความถี่ 900 ก็ไม่กระทบกับผลประกอบการโดยรวมของ INTUCH เพราะ ADVANC ได้จัดสรรเงินลงทุนสำหรับ 3G ไว้แล้ว โดยวางไ ว้ใน 3 ปีแรกใช้เงินลงทุน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนงานเดิมที่วางไว้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเงินทุนดังกล่าวจะมาจากกระแสเงินสดของ ADVANCและอีกส่วนหนึ่งกู้ธนาคารพาณิชย์ แต่จะเป็นผลบวกต่อบริษัทมากกว่า เพราะเมื่อ 3G บนคลื่น 900 เกิดขึ้น จะทำให้บริการนอนวอยซ์สร้างรายได้มากขึ้น และยังจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมด้วย นอกจากนี้ บริษัท ก็ไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน ADVANC เพราะการที่ถือในสัดส่วน 42.5% เป็นระดับที่น่าพอใจอยู่แล้ว เพราะสามารถส่งผู้บริหารเข้าไปได้ รวมถึงไทยคมด้วยเช่นกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น

สำหรับแผนงานในปีหน้า บริษัทก็วางผนถึงการเติบโตของแต่ละบริษัท ทั้งในแง่ของการใช้เงิน การลงทุน การตลาด บริษัทจะต้องดูแล ซึ่งในกระบวนการทำงานก็จะส่งผู้บริหารไปเป็นกรรมการในบริษัทลูกด้วย และจะมีการประชุมกันทุกเดือน ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมองหาธุรกิจใหม่นอกเหนือจากธุรกิจหลักซึ่งทำเกี่ยวกับทางด้านเทเลคอมว่า โดยมีการพิจารณาอยู่ตลอดและมีหลายโครงการที่ศึกษา แต่มองว่ายังไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปทำ ดังนั้น ขณะนี้จึงคงมุ่งเน้นธุรกิจเทเลคอมเป็นหลัก ซึ่งบริษัทฯมองว่าหากมีการทำ 3G บนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ต และการยิงดาวเทียมไทยคม 6 กลางปี 2556ถือว่าจะช่วยทำให้รายได้ของบริษัทฯ เติบโตต่อไปได้อย่างมีนัยสำคัญ


eFinanceThai

ข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=09-09-2011&group=51&gblog=511
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: