หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดกลวิธี ‘เสียภาษี’ ให้ ‘ประหยัดเงิน’  (อ่าน 26999 ครั้ง)
Dr.Pracha Tansaenee
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 565


t_pracha@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2010, 12:39:04 PM »

เปิดกลวิธี ‘เสียภาษี’ ให้ ‘ประหยัดเงิน’

จาก  http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/mba/20100214/100278/เปิดกลวิธี--‘เสียภาษี’-ให้-‘ประหยัดเงิน’.html

      ปัญหาหนักใจของผู้ยื่นเสียภาษีเงินได้ที่มักพบเสมอๆ ก็คือ จะมีวิธีการยื่นแบบเสียภาษีอย่างไรถึงจะถูกวิธีไม่ผิดกฎสรรพากร และวางแผนภาษีให้ประหยัดเงิน หรือ จ่ายภาษีอัตรา “ต่ำ” ที่สุด

     “อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์” ผู้อำนวยการ โรงเรียนภาษี ( SCHOOL OF TAX ) ให้คำแนะนำถึงกลวิธีการเสียภาษีอย่างประหยัดเงินที่น่าสนใจไว้ 4 แนวทาง

     แนวทางแรก..สำหรับผู้ที่มีเงินได้สูงๆ และมีเงินได้จากหลายทาง  หลายประเภท ทั้งเป็นรายได้จากเงินเดือน โบนัส ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล รายได้พิเศษ รายได้จากการทำธุรกิจต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นชัดเจนจะเป็นอาชีพดารานักแสดง นักร้อง  หากมีรายได้สุทธิมากกว่า 4 ล้านบาท จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37%

     แต่มีวิธีลดภาษีได้ คือ ต้องพยายามจัดสรรเงินได้ให้เข้าสู่ประเภทภาษีที่ถูกต้อง โดยต้องพยายามให้เงินได้นำมาหัก “รายจ่าย” ได้สูงๆ  และควรใช้วิธี “แตกหน่วยภาษี” หรือ “จัดหน่วยภาษี” เพื่อให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำลง เช่น การจัดตั้งคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด   

     “ยกตัวอย่างกรณี โทนี่ จา หรือ จา พนม มีรายได้ 100 ล้านบาทต่อปี จะต้องเสียภาษีในอัตรา 37% หรือ เป็นเงิน 37 ล้านบาท แต่ถ้าตั้งบริษัทรับงาน โดยโทนี่ จา ทำสัญญาจ้างกินเงินเดือนกับบริษัทอีกที  เงินภาษีที่ต้องจ่ายจะลดลงเหลือเพียง 30 ล้านบาท หรืออัตราฐานภาษี 30%”

     อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจและในต่างประเทศนิยมทำกัน เช่น การโอนเงินได้ไปไว้ในประเทศที่มีฐานภาษีต่ำกว่า หรือไม่เสียภาษีเลย ตลอดจนอาจใช้กฎ 108 วันโดยออกไปพักอาศัยในประเทศที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 108 วันโดยไม่ต้องโอนสัญชาติ เป็นต้น 

     อย่างกรณี “โทนี่ จา” อาจใช้วิธีโอนสัญชาติไปยังประเทศที่มีฐานภาษีต่ำกว่าของไทยได้ เช่น ฮ่องกง จะมีฐานภาษีสูงสุดที่อัตรา  16.5%  สิงคโปร์   อยู่ที่ 18%  ภูฏาน ที่อัตรา 9-16%  หรือโอนเงินไปยังประเทศที่ไม่เสียภาษีเลย เช่น โมนาโค เป็นต้น

     ในขณะที่กลุ่มประเทศที่มีฐานภาษีสูง เช่น ยุโรป ฐานภาษีสูงสุดจะอยู่ที่ 40% สหรัฐฯ 35% หรือแม้แต่ไทยเองอยู่ที่ 10-37%

     “โทนี่ จา มีเงินได้จากการแสดงในหลายประเทศ ทั้งในไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ สามารถวางแผนประหยัดภาษีผ่านอนุสัญญาซ้ำซ้อน หรือตั้งบริษัทขึ้นมาจดทะเบียนในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย หรือ อาจใช้กฎ 108 วันออกไปพักอาศัยยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า โดยไม่ต้องโอนสัญชาติ 

     หรือกรณีที่โทนี่ จา ทำธุรกิจเปิดสอนมวย   อาจตั้งคณะบุคคล หรือบริษัทโฮลดิ้ง ขึ้นมา  แล้วเอาบริษัทโฮลดิ้งไปถือหุ้นในบริษัทลูกอีกที  เหมือนชิน คอร์ป ก็จะทำให้ได้สิทธิลดภาษีและการบริหารด้วย”

     นี่คือตัวอย่างของการแตกหน่วยภาษี เพื่อให้จ่ายภาษีน้อยลง

     แนวทางที่สอง..การจัดสรรเงิน “ลงทุน” เพื่อให้ได้เงินภาษีคืนสูงสุด กรณีบุคคลธรรมดาส่วนใหญ่นิยมลงทุน ก็เช่น การฝากเงินกินดอกบี้ย เงินปันผลจากหุ้น ลงทุนในที่ดิน กองทุนรวม  RMF  และ LTF  เป็นต้น

     อมรศักดิ์ แนะนำว่า  การมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก หรือรายได้จากเงินปันผลจากหุ้น สามารถประหยัดการจ่ายภาษีได้  เช่น กรณีรายได้จากดอกเบี้ย  ปกติจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%  สามารถยื่นเครดิตภาษีคืน(ยื่นแบบภงด.90) หรือไม่ ให้ใช้เกณฑ์พิจารณาตัดสินใจดังนี้

     หากเป็นคนที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากสูง การตัดใจเลือกเสียภาษีวิธีใดให้พิจารณาว่า ภาษีจากการยื่นแบบภงด.90  “สูงกว่า” หรือ “ต่ำกว่า” ภาษีเงินได้ดอกเบี้ยที่หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%   

     ถ้าภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่าย “ต่ำกว่า” เช่น ดอกเบี้ยรับ 5 หมื่นบาท ถูกหักาษี ณ ที่จ่าย 7,500 บาท หรือ ดอกเบี้ยรับ 1 แสนบาท ถูกหักภาษีณ ที่จ่าย 1.5 หมื่นบาท โดยไม่มีภาระเสียภาษีจากการยื่นแบบงด.90  ให้ตัดสินใจเลือกยื่นภงด.90 ช่วงปลายปี เพราะจะมีสิทธิขอคืนภาษีที่ถูก ณ ที่จ่ายได้ทั้งหมด   

     แต่หากมีดอกเบี้ยรับสูงๆ เช่น 5 ล้านบาท จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 7.5 แสนบาท และมีภาษีจากการยื่นแบบภงด.90 จำนวน 1,382,800 บาท ตรงนี้ให้เลือกวิธีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่ต้องยื่นแบบขอเครดิตภาษีคืนในช่วงปลายปี   เพราะหากนำรายได้ไปรวมปลายปีจะทำให้ภาระภาษีมากกว่า 15%

     เช่นเดียวกัน ในกรณีรายได้จากเงินปันผลในหุ้น ปกติต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ผู้รับเงินมีสิทธิจะเลือกว่าจะนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมยื่นแบบภงด.90 ตอนปลายปีหรือไม่ก็ได้

     “ กรณีเงินปันผล ถ้าหากรายได้จากเงินปันผล “น้อยกว่า” 7 ล้านบาท  ควรรวมกับเงินได้ปลายปี เพื่อยื่นขอยื่นภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่หากเงินปันผลที่ได้ “มากกว่า” 7 ล้านบาท ไม่ควรยื่นขอคืน เพราะจะทำให้ภาระภาษีมากกว่า 10%”

     สำหรับการลงทุนในที่ดิน อมรศักดิ์ แนะนำว่า เพื่อให้ผู้ขายที่ดินได้สิทธิประโยชน์ภาษี ควรจะขายในจังหวะที่รัฐบาลใช้มาตรการประหยัดภาษี เช่น ก่อนในวันที่ 28 มี.ค.2553 ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายของมาตรการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์  ก็จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายทางภาษี 4 ประเภทในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ ทั้งภาษีรายได้ โอน อากรแสตมป์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ
      นอกจากนั้น กรณีการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) ก็สามารถช่วยลดภาระภาษีได้เช่นกัน โดยสามารถหักเงินได้ได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี

     “หากสามี-ภรรยา ลงทุนในกองทุนอาร์เอ็มเอฟ และแอลทีเอฟ ทั้งสองคน จะช่วยลดภาษีได้เพิ่มขึ้นไปอีก เพราะจะสามารถประหยัดภาษีไปได้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท  อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลกำไรจากการลงทุนตามปกติ อีกต่อหนึ่งด้วยในกรณีที่ภาวะตลาดดี”

     แนวทางที่สาม..แนะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ จัดตั้งบริษัทเอสเอ็มอี แทนจัดตั้งคณะบุคคล

     อมรศักดิ์ บอกว่า ที่ผ่านมาการจัดตั้งคณะบุคคล เป็นที่นิยมกันมากเพราะสามารถช่วยประหยัดภาษีได้มาก แต่ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา กรมสรรพากร เริ่มจับตาว่า การจัดตั้งคณะบุคคล เป็นการทำนิติกรรมอำพราง และมองว่าส่วนใหญ่เป็นการเลี่ยงภาษี ทำให้การจัดตั้งคณะบุคคลในช่วงนี้จะมีโอกาสที่จะถูกตรวจสอบได้มาก   

    “ช่วงนี้จึงไม่แนะนำให้จัดตั้งคณะบุคคลเพื่อประหยัดภาษี แต่ให้เลี่ยงเป็นการจัดตั้งหน่วยภาษีรูปแบบอื่นๆ เช่น จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ ตั้งเป็นบริษัทจำกัดขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี แทน ก็จะได้ส่วนลดภาษี เช่นกัน 

     หากตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ เมื่อมีกำไรสุทธิน้อยกว่า 1 ล้านบาท จะเสียภาษีเพียง 15% กำไรสุทธิมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท จะเสียในอัตรา 25% และกำไรสุทธิมากกว่า 3 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตรา 30%”


     ส่วนบริษัทืขนาดเล็กที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด หากเข้าจดทะเบียนในตลาดMAI จะช่วยลดภาษีได้อีก  จากที่ต้องจ่ายภาษี 25% กรณีมีกำไรมากกว่า 1 ล้านบาท จะลดลงเหลือ 20% โดยได้สิทธิส่วนลดภาษีเป็นเวลา 3ปี

     แนวทางที่สี่..สำหรับผู้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ที่ปรึกษาการลงทุน นายหน้า ทนายความ  ควรวางแผนภาษีแบบแตกหน่วยภาษี และจัดสรรเงินได้ให้หักรายจ่ายให้มากที่สุด

      อมรศักดิ์ ยกตัวอย่างเช่น อาชีพนายหน้าขายที่ดินเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ปกติจะหักเหมาค่าใช้จ่ายได้ 40% หรือไม่เกิน 6 หมื่นบาท แต่ถ้าทำเป็นธุรกิจการซื้อมา ขายไป ตามมาตรา 40( จะทำให้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ถึง 80% ซึ่งทำให้ลดภาษีได้อีก เป็นต้น

     “ภาระภาษีของแต่ละอาชีพจะต่างกันตามประเภทของเงินได้ การที่จะทำให้การจ่ายภาษีลดลง จะต้องเข้าสู่ระบบหักรายจ่ายที่สูงกว่า จึงจะช่วยทำให้ประหยัดภาษีได้”

      เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การวางแผนภาษีอย่างประหยัด เท่านั้น แต่ยังมีเทคนิคจ่ายภาษีให้ “ถูกเงิน” อีกมากมาย ติดตามได้จากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ในงานอบรมหลักสูตรเทคนิคการวางแผนภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาอย่างมีประสิทธิภาพ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กุมภาพันธ์ 2010, 12:41:22 PM โดย Dr.Pracha Tansaenee » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: